Patrons of Buddhasāsana
...ข้าพเจ้าคิดเองว่า พระพุทธศาสนานี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดสูงส่งแล้ว และได้รับการสนับสนุนมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยสุโขทัยจากคนไทยทั้งชาติ พระบวรพุทธศาสนาเป็นของที่สะอาดสูงสุด ทุกคนก็คิดว่าไม่อยากให้เข้าไปพัวพันกับคำว่าการเมือง ข้าพเจ้าพูดเช่นนั้นต่อหน้านักเรียนไทย 4,000 คน ควรเทิดทูนเอาไว้เหนือเกล้า ว่าเป็นแสงสว่างในหัวใจของคนไทยทั้งหลาย การเมืองบางครั้งก็มีความผิดพลาด บางครั้งก็มัวหมองได้ หลายเรื่อง เพราะฉะนั้นไม่ควรเอาพระบวรพระพุทธศาสนาไปไว้กับกฎหมายสูงสุดแห่งประเทศไทยคือรัฐธรรมนูญ ควรจะทิ้งพระบวรพุทธศาสนาไว้เช่นนี้ ที่ถูกเทิดทูนโดยประชาชนทั้งชาติ พอข้าพเจ้าพูดจบเล่าเหตุผลจบ นักเรียนไทยก็ปรบมือดังสนั่นลั่นไปทั่วงาน...
ในเมืองไทย ข้าพเจ้าได้ทราบว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คนนับถือมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คงจะไม่ให้ใครมาแตะได้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การเมืองบางครั้งก็มีอะไรหลายอย่างไม่ค่อยตรงไปตรงมานัก เพราะฉะนั้น ดีแล้วที่พระบวรศาสนาแยกไปเสียให้พ้นจากการเมืองจะดีกว่า...
พระบวรพุทธศาสนาเป็นศาสนาของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกๆ ของสุโขทัย เวลาจะขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็จะต้องกล่าวคำปฏิญาณว่าจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไว้ด้วยชีวิต ซึ่งเดี๋ยวนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์นี้ก็เช่นกัน ก็ยังถือธรรมเนียมเหมือนอย่างคนไทยทั้งหลาย ถือว่าพระบวรพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ล้ำค่าของชีวิตคนไทยที่จะพึ่งพาเวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต พระบวรพระพุทธศาสนาเป็นแสงสว่าง เพราะฉะนั้นไม่มีวันให้สลายหรือล่มลงไปเป็นอันขาด...
กระแสพระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
วันที่ 12 สิงหาคม พระพุทธศักราช 2550
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา
สนองพระราชดำรัส
เรื่อง
พระพุทธศาสนาเพื่อสันติสุขของประเทศชาติ
พระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ. 2550 มีนัยสำคัญหลายประการที่สมควรกล่าวถึงดังนี้ :
พระราชดำรัสเรื่อง “พระพุทธศาสนากับรัฐธรรมนูญ” เป็นประเด็นใหญ่ที่ได้พระราชทานเป็นทางออกเพื่อความสงบสุขแก่ประชาชนไทยได้แล้วในขณะนี้ เพราะประเด็นนี้กำลังเป็นข้อขัดแย้งในสังคมที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้ จนกลายเป็นวิกฤติระดับสถาบัน ได้แก่ การดำเนินการเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งแทนที่จะทำให้ประชาชนส่วนรวมเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น กลับทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธากับตัวบุคคลในสถาบันพระพุทธศาสนาที่กระทำไปอย่างขาดสติปัญญาและความรู้
ที่ผ่านมาผู้ที่ทรงคุณวุฒิทั้งหลายในคณะร่างรัฐธรรมนูญก็ล้วนมีงานล้นมือจนไม่สามารถจะสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นดีกว่าฉบับเดิมอย่างไรโดยเฉพาะไม่กล่าวถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุนี้เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงแสดงทัศนะส่วนพระองค์ด้วยความห่วงใย พร้อมพระราชศรัทธาที่เทิดทูนพระพุทธศาสนาว่ามีความสำคัญยิ่งต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์และสถาบันชาติ โดยทรงใช้คำว่า “พระบวรพุทธศาสนา” ทุกครั้ง และได้ทรงชี้ให้เห็นความจริงของการเมืองการปกครองไทยว่าประชาธิปไตยยังต้องพัฒนาอีกมาก และก็เป็นที่รู้ว่า “การเมืองยังมัวหมองและบางครั้งก็ไม่ตรงไปตรงมา” ชาวไทยผู้เทิดทูนพระพุทธศาสนาจึงต้องระมัดระวังมิให้พระพุทธศาสนาไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในการร่างรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดปี พ.ศ. 2540 ที่อ้างว่าเป็นฉบับที่ดีนั้น ก็มีช่องโหว่ที่ทำให้ผู้นำทางการเมืองกระทำผิดกฏหมายและศีลธรรมอย่างร้ายแรง ตั้งแต่รองสภานิติบัญญัติที่ได้มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งยังมิได้ปฏิบัติหน้าที่จริงจังก็ต้องถูกปลดไปเพราะถูกข้อหาข่มขืนผู้เยาว์ รวมทั้งคณะกรรมการปราบปรามทุจริตฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งในที่สุดก็ต้องถูกปลดทั้งคณะเพราะทุจริต ส่วนฝ่ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มัวหมองเพราะรับสินบนในคดีซุกหุ้น สำหรับฝ่ายบริหารนั้นมีคดีคอรัปชั่นมากมาย และยังมีพฤติกรรมที่หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ทำลายความมั่นคง เช่น การแทรกแซงพระราชอำนาจแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชจนประชาชนทนไม่ไหวต้องออกมาต่อต้านอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในด้านพรรคการเมืองก็ทุจริตการเลือกตั้งจนศาลรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2549ต้องวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปการปกครองของฝ่ายทหาร ต่อมาคณะตุลาการรัฐธรรมนูญปัจจุบันจึงมีการวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาลเก่าเพราะกระทำผิดเจตนารมณ์ในระบอบประชาธิปไตยร้ายแรงอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน
เหตุการณ์ต่างๆ ดังกล่าว จึงเป็นความจริงอันน่าอับอายและขมขื่น ซึ่งประชาชนยอมรับแลัวว่าประชาธิปไตยและการบริหารของนักการเมืองทั้งหลายในอดีตปราศจากทั้งประสิทธิภาพและคุณธรรม ทำให้เกิดวิกฤตินานาประการในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตปัญหาเหล่านี้จะนำไปสู่ความไม่สงบและรุนแรงถึงขั้นนองเลือดในเมืองหลวง ดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในภาคใต้
ด้วยเหตุนี้ การหาทางออกของสังคมทุกเรื่องด้วยวิถีทางในการร่างรัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียวในจึงเป็นวิสัยทัศน์ที่คับแคบขาดไหวพริบ เพราะการแก้ปัญหาปัจจุบันต้องอาศัยวิถีทางต่างๆ ในด้านการสร้างผู้นำที่กล้าหาญและเข้มแข็ง รวมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีและศีลธรรมอันดีของผู้นำด้วย จึงจะประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์
คุณภาพของการศึกษาและวัฒนธรรมทางการเมืองที่สุจริตย่อมมีส่งเสริมประสิทธิภาพในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เช่น ความมั่นคงของชาติ นโยบายสาธารณะที่ชาญฉลาด และความเป็นผู้นำที่มีศีลธรรมของนักการเมือง สิ่งเหล่านี้แม้จะเป็นข้อกำหนดที่เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงในการปกครองเสมอไป แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และซื่อสัตย์สุจริต ดังนั้นวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาเถรวาทที่สืบทอดการปกครองตั้งแต่สมัยสุโขทัย และเป็นรากฐานแห่งความยุติธรรมและเมตตาธรรมของผู้นำในสังคมไทย จึงสามารถส่งเสริมและบูรณาการกับการปกครองที่ซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจการเมืองยุคใหม่ และย่อมเป็นหลักประกันแห่ง “ธรรมาภิบาล” ในระบบประชาธิปไตยของชาติได้ในอนาคต
สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำรัสว่า
“...พระบวรพุทธศาสนาเป็นศาสนาของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย พระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรกๆ ของสุโขทัย เวลาจะขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็จะต้องกล่าวคำปฏิญาณว่าจะทำนุบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาไว้ด้วยชีวิต ซึ่งเดี๋ยวนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ก็เช่นกัน...”
การที่สมเด็จพระพระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำรัสถึงพระพุทธศาสนาในยุคสุโขทัย ก็เพราะเป็นพระพุทธศาสนาเถรวาทที่บริสุทธิ์สะอาดปราศจากความหลงเชื่องมงายในไสยศาสตร์และผีสางเทวดา และเป็นหลักสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ในกรุงรัตนโกสินทร์ได้ทรงยึดถือสืบมาในปัจจุบัน ซึ่งทรงกล่าวว่า
“...พระพุทธศาสนาควรเทิดทูนไว้เหนือเกล้าว่าเป็นแสงสว่างในหัวใจของคนไทยทั้งหลาย” เพราะ “เป็นสิ่งล้ำค่าของชีวิตคนไทยที่จะพึ่งพาเมื่อเวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับชีวิต”
เมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมพระพุทธศาสนาของชาติไทยจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์สะอาดที่ได้สืบทอดและเป็นที่พึ่งของผู้นำประเทศและประชาชนมานานแสนนานแล้ว ชาวไทยผู้เข้าใจในพระพุทธศาสนาจึงต้องกล้าหาญที่จะยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาได้อย่างองอาจเป็นเอกเทศ โดยไม่ต้องนำพระพุทธศาสนาไปผูกกับความคิดทางการเมืองหรือการปกครองของชาวตะวันตก เพราะการล้มลุกคลุกคลานของประชาธิปไตยและการเมืองไทยที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าอำนาจเงินและการซื้อเสียงยังมีอยู่ในระบบการเลือกตั้งของสังคมประชาธิปไตยไทยแบบเก่าๆ
แม้ระบบรัฐธรรมนูญจะแพร่หลายในโลก แต่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทยก็ยังเป็นระบบที่เกิดขึ้นใหม่เพียงไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ ไม่เก่าแก่และมีประสิทธิภาพเช่นในประเทศตะวันตก และไม่อาจเทียบได้กับรากฐานความคิดที่ลึกซึ้งในพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมสันติสุข เช่น หลักทศพิธราชธรรม ที่สืบทอดมาจากพระพุทธศาสนานับพันๆ ปี
นอกจากนี้ กฏหมายรัฐธรรมนูญยังมีทั้งที่เป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร เช่น สหรัฐ เยอรมัน และญี่ปุ่น และรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น อังกฤษ นิวซีแลนด์ และอิสราเอล ดังนั้นนอกเหนือจากข้อกำหนดที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร ชนชาติไทยก็ได้ยึดถือพระบวรพุทธศาสนาเป็นจารีตประเพณีสูงสุดของประเทศอยู่แล้ว แม้มิได้กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ดังนั้นการที่มิได้บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ก็เพราะในรัฐธรรมนูญทุกฉบับในอดีตล้วนบัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นพุทธมามกะ” คือ ทรงนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นเด่นชัดแล้วว่าพุทธศาสนามีความสำคัญเพียงไรในฐานะเป็นศาสนาของสถาบันพระมหากษัตริย์และเป็นหลักของสถาบันชาติและประชาชนส่วนใหญ่ การที่มิได้มีบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญ เพราะพระพุทธศาสนาเป็นจารีตประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาติไทย และย่อมถือได้ว่าเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไทยด้วย
พระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงเป็นแนวทางแห่งปัญญาและสันติสุข เพราะเป็นแนวทางที่สังคมจะพิจารณาในการแสดงประชามติในครั้งนี้ได้อย่างดี การที่ปัจจุบันมิได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติ ก็เพราะพระพุทธศาสนาเป็นวัฒนธรรมอันบริสุทธิ์สะอาดของชาติไทยมาแต่โบราณกาลแล้ว และสามารถเป็นรากฐานสู่ประชาธิปไตยยุคใหม่ของชาติไทย
แต่ในอดีตประชาชนทั่วไปอาจไม่ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของจารีตประเพณีในพระพุทธศาสนาก็เพราะความสับสนในเรื่อง “ตัวบุคคลที่แอบอ้างพุทธศาสนา” กับ “สถาบันพุทธศาสนา” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐและประชาชนที่จะต้องกำจัดตัวบุคคลที่เป็นอลัชชีลัทธิไสยศาสตร์นอกสถาบันพุทธศาสนาเพื่อหลอกลวงประชาชน และในขณะเดียวกันสังคมต้องยกย่องผู้ทรงศีลทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่ประพฤติชอบตามพระธรรมวินัย ที่สำคัญรัฐต้องมีนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์ในการสืบทอดคำสอนที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมการปกครองของไทยให้พัฒนาเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ทั้งในด้านประสิทธิภาพและคุณธรรม
หากสังคมไม่จัดการให้เด็ดขาดในเรื่องดังกล่าว การเมืองที่มีประสิทธิภาพและคุณธรรมย่อมไม่เกิดขึ้นตามแนวทางแห่งประชาธิปไตยและจารีตประเพณีพุทธศาสนา การที่จะเข้าใจในพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ ประชาชนทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจหลักการสูงสุดในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ “พระไตรปิฎก” ซึ่งเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจะเข้าใจพระบวรพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานเพื่อสันติสุขของประเทศชาติและประชาชน
จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า
วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2550
|