เรื่อง
โครงการพระไตรปิฎกสากล :
การสร้างเครือข่ายฐานข้อมูลดิจิทัลแห่งคลังอารยธรรมทางปัญญา
โดย
กองทุนสนทนาธัมม์นำสุข ท่านผู้หญิง ม.ล.มณีรัตน์ บุนนาค ในพระสังฆราชูปถัมภ์
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เกริ่น
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ได้ทรงพระเมตตาพระราชทานพระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน ชุด 40 เล่ม
ชุดสมบูรณ์ชุดแรกของโลกเป็นปฐมฤกษ์ใน พ.ศ. 2548
โดยเสด็จจาริกไปพระราชทานเป็นพระธัมมทานแก่ประธานาธิบดีแห่งศรีลังกา
ตามคำกราบทูลเชิญของประธานาธิบดี
และต่อมาได้โปรดให้พระราชวงศ์และผู้แทนสถาบันต่างๆ อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นผู้อัญเชิญไปพระราชทานและประดิษฐาน ณ สถาบันในประเทศต่างๆ จนถึงปัจจุบันโดยได้รับพระเมตตาจากสมาชิกในพระราชวงศ์ทรงอุปภัมภ์ในโอกาศต่าง อาทิในพ.ศ. 2551 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์
อัครราชกุมารี
ได้เสด็จไปพระราชทานพระไตรปิฎกสากลเป็นพระธัมมทานในสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์แก่สถาบันทั่วประเทศญี่ปุ่น ณ นครโอซากา (The World Tipiṭaka
Presentation in Japan) ซึ่งล้วนเป็นสถาบันระดับนานาชาติ
และเคยได้รับพระราชทานพระไตรปิฎกอักษรสยามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อศตวรรษที่แล้ว พร้อมทั้งเสด็จไปทรงเป็นประธานในการสมโภชและอ่านสังวัธยายพระไตรปิฎกสากล ณ นครนาโกย่า (The World
Tipiṭaka Recitation) นอกจากนั้น ยังได้เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานแสดงปาฐกาถาเทคโนโลยีพระไตรปิฎก ณ
มหาวิทยาลัยโตเกียว (Tipiṭaka Technology Lecture at the University of
Tokyo) เรื่อง
ระบบฐานข้อมูลเปิดรหัสต้นฉบับและเป็นมาตรฐานเปิดของพระไตรปิฎกอักษรโรมันที่เป็นสาลของโลก
เพื่อประกาศความสำคัญของเทคโนโลยีพระไตรปิฎกสากลจากประเทศไทย
โดยเจ้าชายอากิชิโนะแห่งประเทศญี่ปุ่น
ได้เสด็จมาทรงเป็นประธานในงานร่วมกับเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ด้วย
ในโอกาศครบรอบ 10 ปี ของโครงการพระไตรปิฎกสากล พ.ศ. 2552 กองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ ได้เผยแผ่พระไตรปิฎกสากลไม่น้อยกว่า 40 สถาบัน ใน 20 ประเทศทั่วโลก และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์พุทธมามกะไทยที่ได้ทรงอุปถัมภ์พระไตรปิฎกตลอดมา โครงการพระไตรปิฎกสากลได้ร่วมกับองค์กรและสถาบันต่างๆ จัดพิธีสมโภชพระไตรปิฎกเป็นงานใหญ่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมทั้งได้ถวายผลงานการพิมพ์ที่สำคัญ 3 ชุด เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆรปิณายก ได้แก่ 1. พระไตรปิฎกสากล อักษรโรมัน ฉบับพิเศษ ชุด 40 เล่ม พ.ศ. 2552 2. พระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม ชุดอนุรักษ์ดิจิทัล 40 เล่ม พ.ศ. 2552 และ 3. ปทานุกรมพระไตรปิฎกศึกษาอ้างอิง อักษรโรมัน ชุด 40 เล่ม พ.ศ. 2552 พร้อมทั้งได้เผยแผ่ข้อมูลข่าวสารของโครงการพระไตรปิฎกสากลแก่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ
การมอบพระไตรปิฎกสากลเป็นพระธัมมทาน ซึ่งจะมีขึ้น ณ
กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา เป็นปฐมฤกษ์ใน พ.ศ. 2553-2554
เป็นโอกาสที่ชาวไทยจะได้เผยแผ่คลังอารยธรรมทางปัญญาของโลกตะวันออกซึ่งชาติไทยได้พัฒนาและนำเสนอในรูปลักษณ์ใหม่สำหรับประเทศผู้นำในโลกตะวันตก
ในฐานะที่พระไตรปิฎกสากลเป็นคลังอารยธรรมทางปัญญาสูงสุดของมนุษยชาติ
ซึ่งมิใช่เป็นเพียงมิติด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเท่านั้น
แต่การมอบพระไตรปิฎกสากล ชุด 40 เล่ม เป็นปฐมฤกษ์
เป็นเรื่องของคลังอารยธรรมทางปัญญา ซึ่งจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมความสัมพันธ์ของ "ฐานความรู้" และ "ฐานปัญญา" ระหว่างไทยกับสหรัฐอย่างกว้างขวาง และในระดับต่างๆ
ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน
อีกทั้งยังเป็นการกระชับสัมพันธไมตรีในด้านภูมิปัญญาระหว่างประเทศด้วย
โครงการพระไตรปิฎกสากล ซึ่งถือกำเนิดขึ้นใน พ.ศ. 2542
โดยกองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ เป็นองค์กรการกุศลภาคประชาชน
ที่มีจุดประสงค์เพื่อเผยแผ่พระไตรปิฎกสากลเป็นธัมมทาน
พร้อมทั้งมีความหวังว่าการเผยแผ่ดังกล่าวจะสามารถสนับสนุนภาครัฐในด้านความสัมพันธ์ทางภูมิปัญญาระหว่างประเทศด้วย
โดยเฉพาะความร่วมมือในด้านภูมิปัญญาสากลในระดับนานาชาติ
เพราะพระไตรปิฎกสากลเป็นเรื่องของปัญญาและสันติสุขซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาวโลก เครือข่ายพระไตรปิฎกสากลในระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้น
ย่อมนำให้เกิดพลังมวลชนของผู้นำในประชาคมโลก
ซึ่งสามารถส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันทางภูมิปัญญาในประเทศไทยโดยตรง
บทความนี้เป็นสรุปวิสัยทัศน์ของโครงการพระไตรปิฎกสากลในส่วนที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีพระไตรปิฎก โดยในภาคแรก ได้พิจารณาภูมิหลังการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 5
ซึ่งสามารถอนุรักษ์พระไตรปิฎกจากอดีตสู่ปัจจุบัน และในภาคหลัง
ได้นำเสนอพัฒนาการเทคโนโลยีพระไตรปิฎกสากลอักษรโรมันในปัจจุบัน
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ในการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เพื่อเผยแผ่ภูมิปัญญาสากลในพระไตรปิฎกในประเทศไทยจากปัจจุบันสู่อนาคต
การใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พระไตรปิฎกในสมัยรัชกาลที่ 5
ปาฬิ คือ เสียง
(เขียนเป็นอักษรไทย : นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธตัสสะ และอักษรโรมัน : Namo tassa bhagavato arahato sammāsambuddhasa) ปาฬิ หมายถึงเสียงในภาษาพระธัมม์จากอารยธรรมภาษาในตระกูลอินโด-ยูโรปียน ที่ใช้สืบทอดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนาเถรวาท
ต่อมาพระอรหัตสาวก เมื่อ พ.ศ. 1 ได้จัดปฐมสังคายนารวบรวมจัดเป็นหมวดหมู่ขึ้น เรียกว่า "พระไตรปิฎก"
และได้สืบทอดผ่านการตรวจชำระและการประชุมสังคายนาของโลกตลอดมา พร้อมทั้งมีการท่องจำสังวัธยายสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
ซึ่งปรากฎว่า แม้ภาษาปาฬิไม่มีอักษรเป็นของตนโดยเฉพาะ
แต่เสียงภาษาปาฬิ ก็สามารถใช้อักษรของชาติต่างๆบันทึกเป็นพระไตรปิฎกปาฬิได้
ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการพิมพ์จึงมีบทบาทสำคัญในการสืบทอดพระไตรปิฎกที่ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ให้สามารถจัดพิมพ์ได้ถูกต้องตามเสียงพระธัมม์ในภาษาปาฬิ จากอดีตถึงปัจจุบัน
ชาติไทยเป็นชาติแรกที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัยของยุคจัดพิมพ์พระไตรปิฎก โดยจัดพิมพ์เป็นชุดหนังสือขึ้น 39 เล่ม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการเรียงพิมพ์ภาษาปาฬิด้วยอักษรสยามในยุคนั้น แทนการใช้อักษรโบราณเขียนจารลงบนใบลานในอดีต ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาพระไตรปิฎกนี้ ชาวโลกเพิ่งได้ตระหนักอย่างจริงจังว่า สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์บรมธัมมิกมหาราชที่สำคัญของโลกผู้ทรงโปรดให้สร้างหนังสือพระไตรปิฎกภาษาปาฬิขึ้นสำเร็จใน พ.ศ.
2436 (ร.ศ. 112) ปัจจุบันพระไตรปิฎกฉบับนี้ เป็นที่รู้จักกันว่าฉบับ “จุลจอมเกล้าบรมธัมมิกมหาราช ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) อักษรสยาม”
ระหว่าง พ.ศ. 2542-2550 ได้มีการอนุรักษ์พระไตรปิฎกฉบับประวัติศาสตร์นี้ด้วยระบบการถ่ายภาพดิจิทัลเป็นครั้งแรก ซึ่งได้ต่อมาจัดพิมพ์เป็นชุด 40 เล่ม (รวมฉบับประมวลเนื้อหา 1 เล่ม เป็นเล่มที่ 40)
ในพ.ศ. 2552 โดยกองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ
ในคำนำของการจัดพิมพ์ ได้สรุปความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวิธีการอนุรักษ์พระไตรปิฎกปาฬิ
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น 5 ประการคือ
1. การเปลี่ยนแปลงสื่อ
(Medium) คือ การเปลี่ยนจากการบันทึกพระไตรปิฎกปาฬิ “ใบลาน” เป็น “กระดาษ”
(เป็นการเปลี่ยนแปลงในรอบ 2,000 ปี นับจากพุทธศตวรรษ 4
ที่ได้มีการบันทึกพระไตรปิฎกเป็นลายลักษณ์อักษรลงบนใบลานเป็นครั้งแรก ในลังกาทวีป)
2. การเปลี่ยนแปลงอักษร
(Script) คือการเปลี่ยนจากการบันทึกภาษาปาฬิด้วย “อักษรขอมโบราณ”
เป็นการเรียงพิมพ์ด้วย “อักษรสยามที่ทันสมัย”
(เป็นการเปลี่ยนแปลงในรอบ 1,000 ปี ของอารยธรรมอักษรขอมในสุวรรณภูมิ)
3. การเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึก
(Documenting Process) คือเปลี่ยนจาก “การใช้มือเขียน/จารลงใบลาน” เป็นการ
“ตีพิมพ์ด้วยเครื่องจักร”
(เป็นการเปลี่ยนแปลงการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัยแห่งยุค)
4. การเปลี่ยนแปลงระบบเอกสารสารสนเทศ
(Mode of Documentation) คือเปลี่ยนจากระบบพระไตรปิฎกใบลานเป็นแผ่นๆ หรือ
“ระบบเอกสารเดี่ยว” (document) เป็นการสร้าง “ระบบเอกสารรวมศูนย์”
(document-centric) ของหนังสือพระไตรปิฎก เช่น ระบบเลขหน้าและสารบัญ
(เป็นแนวคิดที่ล้ำยุคสารสนเทศในสมัยนั้น) ระบบ data-centric ทำให้เกิดการพัฒนาต่อมาเป็น database ในปัจจุบัน
5. การเปลี่ยนเครือข่ายการเก็บรักษาและเผยแผ่
(Depository & Distribution)
คือเปลี่ยนจากการเก็บรักษาเฉพาะในสถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศ หรือ
“เครือข่ายหอไตรในวัดต่างๆ” เป็นการเก็บรักษาในสถาบันชั้นนำต่างๆ
และในหอสมุดในนานาประเทศทั่วโลก เรียกว่า
“เครือข่ายบรรณารักษศาสตร์พระไตรปิฎกนานาชาติ”
(เป็นแนวความคิดการเก็บรักษาพระไตรปิฎกในสถาบันการศึกษายุคใหม่เป็นครั้งแรก
ของประวัติศาสตร์พระไตรปิฎก)
การเปลี่ยนแปลงประการสุดท้ายนับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของการอนุรักษ์ และเผยแผ่การศึกษาคลังอารยธรรมทางปัญญาในพระไตรปิฎก
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่ก้าวลำ้นำยุคแทนการเก็บรักษาพระไตรปิฎกฉบับพิมพืไว้ในวัดต่างๆในประเทศไทย
โดยได้มีการพระราชทานพระไตรปิฎกอักษรสยามไปทั่วโลก แก่สถาบันภูมิปัญญาในนานาประเทศ
อันเป็นการสร้าง “เครือข่ายบรรณารักษศาสตร์พระไตรปิฎกนานาชาติ”
และทำให้ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายบรรณารักษศาสตร์ดังกล่าว
เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีในระดับภูมิปัญญากับนานาประเทศได้เป็นอย่างดี
ดังที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ผู้ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระไตรปิฎกสากล อักษรโรมัน พ.ศ. 2548 ตามรอยพระไตรปิฎกอักษรสยาม พ.ศ.
2436 ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
การพระราชทานและประดิษฐานพระไตรปิฎกสากลแก่สถาบันภูมิปัญญาในนานาประเทศ
จึงเป็นทั้งกุศล ประโยชน์ และวิถีทางเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติที่ยิ่งยืน
ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะพระไตรปิฎกเป็นหลักการสูงสุดในพระพุทธศาสนา
เป็นหลักการสากล ซึ่งชาวโลกปัจจุบันต่างยอมรับนับถือว่าเป็นสัจจะแห่งสันติสุข และเป็นคลังอารยธรรมทางปัญญาสูงสุดของมนุษยชาติด้วย
สถาบันที่ได้ขอรับพระราชทานพระไตรปิฎกสากลในสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราช
นครินทร์ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์การพระราชทานและประดิษฐานพระไตรปิฎกสากลในนานาประเทศทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2552 มีจำนวนทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 40 สถาบัน ใน 20 ประเทศ
นอกจากนั้นก็ยังได้มีการพระราชทานพระไตรปิฎกสากล สำหรับการอ่านสังวัธยายของสถาบันสงฆ์ระดับนานาชาติ ซึ่งจัดเป็นประจำปี ณ พุทธคยา สาธารณรัฐอินเดียด้วย
การดำเนินงานโครงการพระไตรปิฎกสากลของกองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ
ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ ในการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกปาฬิ อักษรโรมัน
ฉบับสมบูรณ์ชุดแรกของโลก
อาจกล่าวได้ว่าได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ต้นฉบับพระไตรปิฎกของโลก
แล้วอย่างสมบูรณ์
ดังนั้นขั้นตอนต่อไปจึงเป็นการเผยแผ่ให้แพร่หลายยิ่งขึ้นต่อไป
การเผยแผ่พระไตรปิฎกปาฬิ : จากวัฒนธรรมหนังสือสู่วัฒนธรรมอิเล็กทรอนิกส์
การนำพระไตรปิฎกมาจัดพิมพ์เป็นชุดหนังสือในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องใหม่ที่ปฏิวัติรูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศของโลก จึงทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเผยแผ่พระไตรปิฎกปาฬิอย่างกว้างขวาง และสามารถเก็บรักษาอยู่ในสถาบันในนานาประเทศทั่วโลกได้จนถึงทุกวันนี้
เทคโนโลยีได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้น
โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน ได้ปฎิวัติรูปแบบของการจัดเก็บข้อมูลและการสื่อสารของโลก โดยเฉพาะเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีลักษณะโลกาภิวัฒน์ที่ไร้พรมแดน
เป็นต้น
โครงการเผยแผ่พระไตรปิฎกสากลอักษรโรมันในสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
มิใช่เป็นเรื่องการจัดพิมพ์เป็นชุดหนังสืออย่างเดียว
แต่เป็นการจัดทำฐานข้อมูลพระไตรปิฎกอิเล็กทรอนิกส์ (World Tipiṭaka
Database) ด้วย ซึ่งสามารถเผยแผ่ผ่านสื่อผสมเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ
ได้แพร่หลายและไร้พรมแดน
นอกจากนั้นยังเป็นการเก็บโดยระบบฐานข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย
(Internet Server)
ซึ่งทำให้สามารถเผยแผ่ข้อมูลพระไตรปิฎกสากลสู่โลกได้โดยตรงโดยมิต้องผ่านระบบหอสมุด
หรือการศึกษาในมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นกองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ และโครงการพระไตรปิฎกสากล ยังได้นำแนวคิดสหวิชาการมาบูรณาการกับพระไตรปิฎก ดังนี้
1. เปลี่ยนสื่อที่ใช้บันทึกพระไตรปิฎกปาฬิเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศด้านต่างๆ ที่ทันสมัยมาพัฒนากับข้อมูลพระไตรปิฎกปาฬิ
อันเป็นพัฒนาการต่อจากการพิมพ์หนังสือ
ซึ่งสื่ออิเล็กทรอนิกส์นี้สามารถเผยแผ่พระไตรปิฎกในรูปแบบต่างๆ
ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น หนังสือพระไตรปิฎกอิเล็กทรอนิกส์ (e-Book),
พระไตรปิฎกเสียง (Tipiṭaka Voicing : www.studies.worldtipitaka.info), เว็บไซด์ (Website :
www.tipitakaquotation.net) เป็นต้น
2. เปลี่ยนอักษรที่ใช้บันทึกข้อมูลเป็นอักษรโรมัน ที่ชาวโลกรู้จักใช้กันแพร่หลาย โดยพัฒนาจากอักษรสยามและอักษรของชาติต่างๆ
และต่อมาได้พัฒนาเป็น “สัททอักษรสากล” (International Phonetic Alphabet, IPA)
หรือ ชุดอักษรที่ถ่ายถอดเสียงจากภาษาปาฬิอย่างเป็นระบบ
ซึ่งเป็นการบูรณาการกับวิชาการในทางภาษาศาสตร์ และการศึกษาด้วย
3. เปลี่ยนวิธีการผลิตของการพิมพ์เครื่องจักรเป็นการพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลความเร็วสูง
(High-Speed Digital Printing) อันเป็นการพัฒนาเพิ่มจากระบบการพิมพ์ออฟเซ็ทไปสู่ระบบอิเล็คทรอนิกส์ เป็นต้น
ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เป็นการเปิดมิติความเป็นไปได้ในการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการลดต้นทุน สร้างรูปแบบการพิมพ์ที่หลากหลาย
และสามารถพิมพ์ได้ในจำนวนที่ต้องการ ตลอดจนเป็นกระบวนวิธีที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น
4. เปลี่ยนระบบการจัดการเอกสารของพระไตรปิฎกเป็นระบบจัดเก็บรวมศูนย์ข้อมูล
(Data-centric)
ซึ่งการรวมศูนย์ข้อมูลพระไตรปิฎกสากลนี้ได้พัฒนามาจากระบบศูนย์รวมเอกสาร
(Document-centric)
และปัจจุบันทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้าข้อมูลด้วยระบบการศึกษาสมัยใหม่ เช่น
การค้นหาความรู้ในฐานข้อมูล (Data Mining หรือ Knowledge Discovery in
Database), การศึกษาคลังคำในพระไตรปิฎกปาฬิ (Pāḷi Tipiṭaka Corpus) เป็นต้น
5. เปลี่ยนการอนุรักษ์จากการเก็บรักษาต้นฉบับและเผยแผ่เป็นการสร้างฐานข้อมูลและศูนย์แม่ข่ายการให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Database, WebService by the Internet)
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการเก็บรักษาสื่อสารสนเทศของหอสมุด และการให้บริการทางบรรณารักษศาสตร์เพียงอย่างเดียว
เป็นการอนุรักษ์ด้วยระบบอิเล็คทรอนิกส์ และการบริการทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มศักยภาพการเก็บรักษาเพื่อใช้งานได้อย่างรวดเร็วและครอบคุมข้อมูลทั้งหมดในคลังข้อมูล
ตัวอย่างเทคโนโลยีพระไตรปิฎกที่ได้พัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรก
ด้วยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ดังกล่าว
ทำให้เกิดกระบวนการใหม่ที่มีศักยภาพในการอนุรักษ์และเผยแผ่พระไตรปิฎกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มีรายละเอียดดังนี้
1. ระบบการเก็บข้อมูลและสืบค้นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Database & Information Query) ซึ่งมีความหลากหลายและรวดเร็วเพื่อประโยชน์ในการใช้งานประเภทต่างๆ
มีประสิทธิภาพในการตรวจทานต้นฉบับพระไตรปิฎกสากล
และสามารถจัดทำได้สำเร็จในเวลาที่ต้องการ
2. ระบบอัตโนมัติต่างๆ (Automation) เช่น
การเรียงพิมพ์และจัดรูปแบบอัตโนมัติของข้อมูลอันมหาศาล
ทำให้สามารถนำเสนอข้อมูลพระไตรปิฎกในมิติใหม่ๆ ที่รวดเร็ว
และที่ไม่เคยมีการนำเสนอมาก่อน
โดยเฉพาะข้อมูลพระไตรปิฎกศึกษาอ้างอิงอักษรโรมัน (Tipiṭaka Studies
Reference in Roman Script, 40 Volumes) ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 ปี
ในการรวบรวมข้อมูลและจัดพิมพ์ขึ้นเป็นชุดเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. 2550 จำนวน
40 เล่ม และต่อมาใน พ.ศ. 2552 สามารถผลิตหนังสือข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมในลักษณะ "ปทานุกรมพระไตรปิฎกศึกษาอ้างอิง" ได้จำนวนมากมายได้ถึง 2000 เล่ม ดูตัวอย่างใน Search Tipiṭaka Corpus ที่ studies.worldtipitaka.org
3. ระบบควบคุมต้นฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (Version Control) เช่น
ระบบการเก็บข้อมูลการแก้ไขต้นฉบับเพื่อป้องกันการแก้ไขผิดพลาด
และเพื่อให้สามารถตรวจสอบการแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้
ซึ่งเทคโนโลยีพระไตรปิฎกนี้ทำให้การตรวจทานต้นฉบับพระไตรปิฎกมีความเที่ยง
ตรงโปร่งใส เปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ
เกิดความเข้าใจและสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพระไตรปิฎกสากลได้
4. ระบบความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ (Computer Security) เช่น
การสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันการเสียหาย
และให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้ผิดเพี้ยนไปจากข้อมูลสังคายนาสากล พ.ศ. 2500 ได้
อันเป็นการส่งเสริมหลักการสำคัญในพระพุทธศาสนาเถรวาทที่ได้สืบทอดมานับพันๆ
ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยการเพิ่มเติมหรือตัดทอน
5. ระบบการเผยแผ่ (Data Distribution) เช่น
การบริการข้อมูล ซึ่งเป็นมาตรฐานเปิดและเป็นสากล (Open Standard)
ด้วยเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ (WebService)
นอกจากนี้ยังบูรณาการกับเทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล
ทำให้สามารถกระจายการพิมพ์ได้ในสถานที่ต่างๆ (Distributive Digital
Printing) และจัดพิมพ์ได้ตามปริมาณความต้องการ (On-demand Printing)
นอกจากนี้ยังจัดพิมพ์เป็นฉบับพิเศษได้ด้วย (Personalised Edition)
ทำให้พระไตรปิฎกสากลสามารถเผยแผ่เป็นพระธัมมทานได้อย่างแทบไม่มีข้อจำกัด
6. ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network System) เช่น
ระบบอินเตอร์เน็ต (Internet System)
ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเป็นไปได้ทางปฏิสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมทางสังคมใน
วงกว้างโดยแทบไม่มีค่าใช้จ่าย
อันเป็นการส่งเสริมการศึกษาพระไตรปิฎกสากลในระดับนานาชาติเพื่อประโยชน์ของ
ประชาชนชาวโลก
7. ระบบสื่อผสมเทคโนโลยี (Multimedia Technology) ได้แก่
การอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถสื่อสาระได้อย่างรวดเร็ว เช่น
การเก็บข้อมูลภาพและเสียงเป็นจดหมายเหตุด้วยสื่อผสมเทคโนโลยี (Multimedia
Archives) เพื่อศึกษาพระไตรปิฎก เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้
หลักการอนุรักษ์คลังข้อมูลปาฬิของโครงการพระไตรปิฎกสากลในปัจจุบัน
จึงมิใช่เป็นเพียงการเก็บหนังสือ
และหลักการเผยแผ่พระไตรปิฎกก็มิใช่การพิมพ์หนังสือเพียงอย่างเดียว
แต่หลักการอนุรักษ์และเผยแผ่พระไตรปิฎกสากลในอนาคตจะเป็นการเก็บรักษาคลังข้อมูลในรูปแบบคลังอารยธรรมทางปัญญา ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของฐานข้อมูลจากต้นฉบับพระไตรปิฎกสากล
ซึ่งกองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ
ได้จัดทำสำเร็จสมบูรณ์แล้วจากต้นฉบับสังคายนานานาชาติของโลก พ.ศ. 2500 และกำลังพัฒนาต่อไปให้ใช้งานง่าย และสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับการเผยแผ่ต่อไปนั้นจึงเป็นการเผยแผ่คลังข้อมูลปาฬิในพระไตรปิฎกสากลผ่านศักยภาพของสื่อผสมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว
ในกรณีที่จัดพิธีการมอบพระไตรปิฎกสากล ชุดพิเศษ ชุด 40 เล่ม
เป็นพระธัมมทานในสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ แก่สถาบันต่างๆ นั้น
จะเป็นสัญลักษณ์ของการเผยแผ่สันติสุขและภูมิปัญญาไทยสากลสู่โลก
ซึ่งในพิธีการมอบพระไตรปิฎก็จะเปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทางภูมิปัญญาและเครือข่ายในระดับต่างๆ ด้วย
นอกจากนี้
ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ซึ่งผู้ใช้งานทั่วโลกสามารถมีส่วนร่วมในการทำงานได้ (Public Collaboration
in Social Software Development)
ทำให้เกิดการพัฒนาระบบการบริการข้อมูลพระไตรปิฎกปาฬิให้มีประสิทธิภาพยิ่ง
ขึ้นด้วย
คลังข้อมูลพระไตรปิฎกสากล : จากฐานข้อมูลสู่การพัฒนาโดยมีส่วนร่วมของชาวโลก
จากบันทึกการใช้งานใน พ.ศ. 2552
มีเครือข่ายผู้ใช้บริการข้อมูลพระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน มากว่า 100 ประเทศ
โดยเรียงตามลำดับปริมาณผู้ใช้บริการมากเป็น 10 อันดับแรก คือ Thailand, Japan,
United States, Singapore, Australia, United Kingdom, Malaysia, Sri
Lanka, Belgium, Germany.
นอกจากนี้ได้พบสถิติปริมาณการสืบค้นหน้าพระไตรปิฎกสากลที่ใช้ในการอ้างอิง
เรียงตามลำดับจำนวนผู้ใช้บริการสม่ำเสมอ 10 อันดับแรก คือ Malaysia,
Japan, Australia, Sweden, Thailand, Singapore, Belgium, Sri Lanka,
United Kingdom, และ United States.
1. การมีส่วนร่วมในการเก็บรักษา
กองทุนสนทนาธัมม์นำสุขและโครงการพระไตรปิฎกสากลเป็นองค์กรแรกๆ ที่ได้ก่อตั้งห้องสมุดพระไตรปิฎกขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างปี 2540-2543 และอาจกล่าวได้ว่า "หอพระไตรปิฎกนานาชาติ" ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการรวมหนังสือพระไตรปิฎกภาษาปาฬิ อักษรนานาชาติ ของต้นฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา กองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ ได้พัฒนาฐานข้อมูลพระไตรปิฎกสากล (Database) จากข้อมูลต้นฉบับการสังคายนานานาชาติ พ.ศ. 2500 ให้เป็นฐานข้อมูลพระไตรปิฎกสากลให้เป็นมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น ซึ่งใน พ.ศ. 2552 โครงการพระไตรปิฎกสากลได้เลือกใช้แม่ข่าย cloud computing ที่สามารถลดต้นทุนจากองค์กรต่างๆ ในนานาประเทศ เพื่อจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์พระไตรปิฎกกระจายอยู่ในจุดต่างๆทั่วโลก แม่ข่ายการจัดเก็บฐานข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์นี้ทำให้ชาวโลกมีส่วนร่วมในการเก็บรักษาคลังอารยธรรมทางปัญญาให้มั่นคงและปลอดภัยยิ่งขึ้น
2. การมีส่วนร่วมในการพิมพ์
คุณประโยชน์จากความสำเร็จในการสร้างฐานข้อมูลพระไตรปิฎกสากลในช่วงแรก คือ
การจัดพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยระบบดิจิทัลความเร็วสูง (High-speed Digital
Printing) ซึ่งสามารถจัดพิมพ์ได้ตามปริมาณที่ต้องการ (On-demand Printing)
และจัดพิมพ์ได้จากสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก (Distributive Printing)
อันเป็นการใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์การพิมพ์ที่เหมาะสมและพอเพียงในการเผยแผ่พระไตรปิฎกสากล
การสร้างความมีส่วนร่วมร่วมกัน ด้วยการกระจายความสามารถในการพิมพ์ที่เกิดขี้นได้ทั่วโลก ทำให้เกิดการเผยแผ่อย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2553 องค์กรในพุทธศาสนาในประเทศเยอรมันนีได้ใช้ระบบการจัดพิมพ์นี้เป็นแห่งแรกของโลก
3. การมีส่วนร่วมในการอ้างอิงและตรวจสอบมาตราฐานความถูกต้อง
ระบบอ้างอิงอิเล็กทรอนิกส์พระไตรปิฎกสากล (e-Tipiṭaka Quotation)
คือระบบการบริการข้อมูลพระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน
และปรับปรุงเป็นฐานข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์สากล พ.ศ. 2552
ทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นการให้บริการเป็นธัมมทานแก่ชาวโลก
ซึ่งเผยแผ่จากศูนย์กลางโดย Server ที่จัดตั้งโดยกองทุนสนทนนาธัมม์นำสุขฯ
ในประเทศไทย และสามารถสืบค้นได้ที่ tipitakaquotation.net นับตั้งแต่ พ.ศ. 2552 มีผู้ใช้ระบบอการอ้างอิงอิงเล็คทรอนิกส์พระไตรปิฎกสากลนี้มากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
4. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาข้อมูลภาษาปาฬิ โดย ระบบเครือข่ายทางสังคม OpenPāḷi Social Networking
จากความสำเร็จในการบริการข้อมูล
และการจัดทำระบบอ้างอิงอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว
ทำให้โครงการพระไตรปิฎกสากลมีความพร้อมที่จะก้าวสู่แนวความคิดของ Web 2.0
คือ
การเพิ่มการแบ่งปันข้อมูลและก่อให้เกิดปฎิสัมพันธ์ระหว่างสังคมผู้ใช้บริการ
ออนไลน์ในระบบอินเตอร์เน็ต
ซึ่งเป็นการเปิดให้มีการพัฒนาข้อมูลจากเครือข่ายผู้ใช้อินเตอร์เน็ตให้แก่
โครงการพระไตรปิฎกสากลอย่างกว้างขวางด้วย
ยุทธศาสตร์ของแนวคิดในข้อ 4. คือ การจัดโปรแกรมช่วยการแปลพระไตรปิฎกปาฬิในระบบอินเตอร์เน็ต
ซึ่งเป็นโครงการแรกที่จะเปิดบริการจากการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์พระไตรปิฎก
สากลไปใช้ในการแปลภาษาพระธัมม์ (ภาษาปาฬิ) เป็นภาษาต่างๆ
โดยมีระบบในการตรวจสอบความถูกต้องและคุณภาพของสำนวนแปลโดยเครือข่ายนัก
วิชาการทั่วโลก โครงการนี้ ชื่อว่า OpenPāḷi ซึ่งต่อไปในปลายปี 2553 นี้
โดยกองทุนสนทนาธัมม์นำสุขฯ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ฯ จะได้เปิดบริการที่ :
openpali.worldtipitaka.org
เป้าหมายการเผยแผ่ พ.ศ. 2552 : จากเทคโนโลยีการอนุรักษ์สู่เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ในอดีตการพระราชทานพระไตรปิฎกสากลแก่สถาบันต่างๆ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2548
จนถึงปัจจุบัน
เป็นการพระราชทานฉบับที่จัดพิมพ์พิเศษด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัลความเร็วสูง
เป็นการจัดพิมพ์โดยเฉพาะโอกาสสำหรับสถาบันนั้นๆ
และได้จัดการขนส่งทางอากาศโดยตรง
ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีส่วนในการอัญเชิญและประดิษฐานพระ
ไตรปิฎกสากล ณ สถาบันในประเทศต่างๆ มาโดยตลอด คือ หอสมุดคาโรลีนา
เรดิวีว่า ณ มหาวิทยาลัยอุปซาลาแห่งสวีเดน พ.ศ. 2548, รัฐสภาแห่งศรีลังกา
พ.ศ. 2549, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ พ.ศ.
2550, สถาบันสำคัญทั่วประเทศญี่ปุ่น พ.ศ. 2551
ซึ่งรวมหอสมุดรัฐสภาประเทศญี่ปุ่น ด้วย
ดังนั้นโครงการพระไตรปิฎกสากลจะได้ร่วมดำเนินงานกับศาลรัฐธรรมนูญในการมอบ
พระไตรปิฎกสากลเป็นพระธัมมทานในสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ต่อไป
ปัจจุบันใน พ.ศ. 2552
โครงการพระไตรปิฎกสากลได้พิจารณาเห็นว่ามีผู้สนใจใช้บริการอ้างอิงทาง
อิเล็กทรอนิกส์พระไตรปิฎกสากลเป็นจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกา
รองจากประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น
ปัจจุบันชาวอเมริกันเป็นจำนวนมากมีความสนใจในพระไตรปิฎก
ตลอดจนมีความพยายามในการจัดตั้งสถาบันสอนพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติตามพระ
ไตรปิฎก ดังนั้นการมอบพระไตรปิฎกสากล ชุด 40 เล่ม
เป็นปฐมฤกษ์แก่สถาบันในสหรัฐอเมริกาจึงเป็นโอกาสสำคัญและมีความเหมาะสมในการ
ส่งเสริมการศึกษาจาก “พุทธศาสตรศึกษา” (Buddhist Studies) เป็น
“พระไตรปิฎกศึกษา” (Tipiṭaka Studies) โดยตรง
การมอบเทคโนโลยีพระไตรปิฎกสากล
การมอบพระไตรปิฎกสากลแก่สหรัฐอเมริกานอกจากจะเป็นชุดพิเศษ 40 เล่ม ที่จัดพิมพ์ด้วยระบบดิจิทัลความเร็วสูงในประเทศไทยแล้ว จะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีพระไตรปิฎกสากลด้วย
คือส่งเสริมให้มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกสากลในสหรัฐต่อไปในอนาคต
โดยเฉพาะในด้านการพิมพ์กระจายศูนย์ (Distributive Digital Printing)
และในฐานการเผยแผ่ด้วยแม่ข่ายอิเล็กทรอนิกส์
ด้วยความร่วมมือในการบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์พระไตรปิฎกสากล กับสถาบันในสหรัฐที่สามารถส่งเสริมเทคโนโลยีพระไตรปิฎกต่อไป
ที่สำคัญการมอบพระไตรปิฎกสากลเป็นปฐมฤกษ์ ณ สหรัฐอเมริกาครั้งนี้
จะสามารถก่อให้เกิดการจัดพิมพ์กระจายศูนย์ในสหรัฐเผยแผ่ต่อไปในทวีปอเมริกา
รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ
ในสหรัฐเพื่อส่งเสริมการบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์พระไตรปิฎกสากล
(World Tipiṭaka WebService) ในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้พระธัมมทานจากประเทศไทยได้รับการเผยแผ่เป็นวิทยาทานทางการศึกษาในระดับนานาชาติต่อไป
สรุป
นับตั้งแต่โครงการพระไตรปิฎกได้ดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2542 และได้มีการเผยแผ่พระข่าวสารในด้านพระไตรปิฎกศึกษามาโดยตลอด อาจกล่าวได้ว่าโครงการพระไตรปิฎกสากลได้มีส่วนส่งเสริมให้เกิดความสนใจในพระพุทธศาสนาในระดับสถาบันมายิ่งขึ้น และทำให้ประชาชนมีความต่ืนตัวในการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้งขึ้น เห็นได้จากจำนวนชาวไทยผู้เข้าใช้บริการเว็บไซด์ของโครงการ แม้จะได้จัดทำเป็นภาคภาษาต่างประเทศก็ตาม มีการจัดตั้งหอพระไตรปิฎกและการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจังมากขึ้น ในด้านการศึกษา ก็ได้ปรากฏว่ามีการใช้คำว่า "ปาฬิ" มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นคำดั้งเดิม และรับรองโดยการสังคายนานานาชาติ และโครงการพระไตรปิฎกสากลได้นำเสนอเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้นแทนคำว่า "บาลี" ที่ใช้กันแต่เดิม ทำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มเห็นความสำคัญของภาษาปาฬิในวัฒนธรรมภาษาไทย และเริ่มเข้าใจการเขียนรูปศัพย์ปาฬิที่สำคัญให้หลากหลายในภาษาไทย เช่น ธัมมะ พระธัมม์ ธัมมทาน แทนวิธีการใช่ศัพท์จากภาษาสันสกฤตในคำว่า ธรรม พระธรรม และธรรมทาน เป็นต้น นอกจากนี้ในสังคมไทยปัจจุบัยได้มีการส่งเสริมให้ฆราวาสจัดการอ่านสังวัธยายพระไตรปิฎกปาฬิอักษรโรมันและภาคแปล เป็นประจำมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมในวัฒนธรรมพระไตรปิฎกเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่โครงการพระไตรปิฎสากลเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ที่สำคัญพระไตรปิฎกได้รับการศึกษาและเห็นคุณค่าอย่างในสถาบันสำคัญของชาติที่มิได้เกี่ยวเนื่องกับองค์กรในศาสนามากขึ้นด้วย เช่น สถาบันตุลาการ ซึ่งรวมทั้งศาลฎีการ ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีส่วนร่วมในงานพระไตรปิฎกตลอดมา โดยเฉพาะในการสมโภชและถวายพระไตรปิฎกแด่สมเด็จพระสังฆราช ใน พ.ศ. 2552 และดังที่ได้มีการขอพระราชทานพระไตรปิฎกสากลประดิษฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ในเร็วๆ นี้ กระทรวงกลาโหมไทย อันเป็นอีกหนึ่งของสถาบันความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติ ก็ได้มีส่วนสำคัญเข้าร่วมการสมโภชพระไตรปิฎก โดยเป็นหลักในการประสานกับสถาบันทหารทั้งสามกองทัพเป็นผู้เข้าร่วมอัญเชิญพระไตรปิฎกเพื่อสมโภช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นการแสดงความสืบเนื่องของวัฒนธรรมทางปัญญาในพระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม ที่กระทรวงกลาโหมได้เป็นหลักในการจัดพิมพ์เป็นชุด สำเร็จเป็นชุดแรกของโลก ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อศตวรรษที่แล้วด้วย
ในด้านต่างประเทศ การมอบพระไตรปิฎกสากล ชุด 40 เล่ม เป็นพระธัมมทาน ณ สหรัฐอเมริกา
จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแผ่คลังอารยธรรมทางปัญญาจากประเทศไทยสู่โลกตะวันตกในมิติต่างๆ มากยิ่งขึ้นด้วยอีกนานานัปการ ซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้
1. เป็นการมอบพระไตรปิฎกสากลอักษรโรมัน (พ.ศ. 2548) เป็นพระธัมมทานในสมเด็จกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ซึ่งเป็นการดำเนินตามรอยพระไตรปิฎกอักษรสยาม
ฉบับ “จุลจอมเกล้าบรมธัมมิกมหาราช ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)”
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแก่สถาบันต่างๆ
ในสหรัฐไม่น้อยกว่า 50 สถาบัน ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวน 30
ประเทศที่ได้รับพระไตรปิฎกอักษรสยาม จำนวน 260 สถาบัน
ถือว่าสหรัฐเป็นประเทศที่ได้รับพระราชทานมากที่สุดในโลก
ซึ่งสถาบันที่สมควรพิจารณามอบที่สำคัญ คือ
หอสมุดรัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกา และสถาบันสมิทโซเนียน ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี
อันเป็นหอสมุดและพิพิธภัณฑ์ทางภูมิปัญญาที่ใหญ่ที่สุดของโลก
ซึ่งมีศักยภาพในการรับมอบเทคโนโลยีพระไตรปิฎกสากลเพื่อร่วมเผยแผ่ต่อไปด้วย
2. เป็นการมอบพระไตรปิฎกปาฬิอักษรโรมัน ชุดสมบูรณ์ชุดแรกของโลก ในฐานะคลังอารธรรมทางปัญญาของมนุษยชาติ
ซึ่งมอบแก่ประเทศผู้นำทางภูมิปัญญาของโลก ซึ่งเป็นประเทศที่มีฐานความรู้
(Knowledgebase) และมีการปกครองในระบบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและมั่นคง
ซึ่งฐานปัญญา (Wisdombase) ในพระไตรปิฎกปาฬิ ได้แก่ “ธัมมะ”
หากมีการบูรณาการที่เหมาะสมย่อมจะส่งเสริมระบบตรวจสอบ “ธัมมาภิบาล”
ในหลักการ ""ธัมมาธิปไทย ในระบอบการปกครองปัจจุบันให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
ซึ่งสถาบันในประเทศไทยสามารถร่วมมือกับสถาบันต่างๆ
ในสหรัฐในการพัฒนาการดังกล่าวต่อไปได้
3. เป็นการกระชับสัมพันธไมตรีและภูมิปัญญาระดับสูงระหว่างไทยกับสหรัฐ
ซึ่งเป็นสัมพันธไมตรีทางภูมิปัญญาที่ได้เริ่มไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ให้พัฒนาเป็นความร่วมมือในทางภูมิปัญญาสากล
โดยเฉพาะความร่วมมือในทางยุทธศาสตร์จิตวิทยาเพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน
ตามแนวทางแห่ง “สันติ” (Santi) ซึ่งเป็นศัพท์ภาษาปาฬิในพระไตรปิฎก
ในยุคที่ประชาคมชาวโลกต้องการความปลอดภัยและต้องร่วมมือกันป้องกันภัยก่อการร้ายระหว่างประเทศ นอกจากนี้แนวคิด “อภิธัมม์” ในพระอภิธัมมปิฎก
จะส่งเสริมการศึกษาวิทยาการขั้นสูงต่างๆ ในระดับฐานปัญญา ได้แก่ ปรมัตถธัมม์
(Supramundane)
โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาการธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในอนาคต ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสามารถสร้างความร่วมมือในระดับสถาบันการศึกษา ที่สหรัฐเป็นผู้นำ เช่น
มูลนิธิคาเนกี้ เป็นต้น
4. เป็นการสร้างความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งมีคลังอิเล็กทรอนิกส์พระไตรปิฎกสากลเป็นสื่อเชื่อมโยง
ซึ่งชาติไทยในฐานะผู้สร้างฐานข้อมูลพระไตรปิฎกจะเป็นผู้ให้บริการข้อมูลต่างๆ
โดยสหรัฐจะเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้แพร่หลาย มีความปลอดภัย
และเกิดกุศลประโยชน์สูงสุด เช่น
โครงการระบบจดหมายเหตุดิจิทัลที่สหรัฐเป็นผู้นำในการค้นคว้าและพัฒนา ณ
มหาวิทยาลัยวอชิงตัน มหาวิทยาลัยเวอจิเนีย มหาวิทยาลัยมิชิแกน มหาวิทยาลัยคอร์แนล และมหาวิทยาลัยฮาวาด ซึ่งล้วนเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำในภูมิภาคต่างๆที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา และล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ 50 มหาวิทยาลัยเก่าแก่ ที่เคยได้รับพระราชทานพระไตรปิฎก จปร. อักษรสยาม จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อศตรรษที่แล้ว
มกราคม พ.ศ. 2553
